Webboard


พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องทั่วไป

เพิ่มคำถามใหม่

กรุณาอ่านกฎ กติกา มารยาท ก่อนใช้งาน คลิกที่นี่

อวสานคอนโดต่ำ 5 หมื่น/ตารางเมตร คนกรุงทำใจที่ดินแพง+รถไฟฟ้าเกิดใหม่ทุบกำลังซื้อ

ผลสำรวจครึ่งปีแรก 2562 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวนรวม 18,676 ยูนิต ต่ำกว่าปี 2561 เมื่อมองไปข้างหน้าถ้าสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของคนไทยไม่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3/62-4/62 คาดว่าถึงสิ้นปีนี้ห้องชุดเปิดขายใหม่จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 50,000-55,000 ยูนิต ลดลงจากปีที่แล้ว 15-20%

สำหรับสถิติคอนโดฯเปิดขายใหม่ในช่วงไตรมาส 2/62 มีจำนวน 9,914 ยูนิต สูงกว่า 13% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/62 โดยเกมการแข่งขันยังเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีสัดส่วนลงทุนใหม่มากกว่า 60%

รถไฟฟ้าสายใหม่ดันต้นทุนพุ่ง

ทั้งนี้ ในภาพใหญ่ ทำเลแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างมีคอนโดฯเปิดขายใหม่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ประกอบกับราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง มีผลให้โมเดลการพัฒนาโครงการคอนโดฯเท่านั้นจึงจะเหมาะสมที่สุด

จุดขายตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง มีผู้ประกอบการและผู้ซื้อให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาที่ดินไม่สูงมากนัก ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาโครงการในระดับราคาต่ำกว่า 1.5 แสนบาท/ตารางเมตรได้

ขณะเดียวกัน ในด้านระดับราคาพบว่า นับแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ราคาเปิดขายใหม่มีการเบ่งตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 1-1.5 แสนบาท/ตารางเมตร ยิ่งการก่อสร้างรถไฟฟ้ามีความคืบหน้ามากเท่าใดยิ่งมีผลต่อการปรับขึ้นราคาที่ดิน

“เราพบปรากฏการณ์รถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างมีดีมานด์ในกลุ่มราคาต่ำกว่า 1.5 แสน/ตารางเมตร ส่วนใหญ่ปิดการขายหรือมีอัตราการขายที่สูงมากจนเกือบปิดการขายได้ หรือราคายูนิตไม่เกิน 3 ล้าน ยกเว้นโครงการที่เปิดขายในปีที่ผ่านมา หรือโครงการที่เปิดขายราคาใกล้เคียง 1.5 แสนบาท ในขณะที่ราคาเฉลี่ยในทำเลต่ำกว่า 20%”

ท็อป 5 ราคา 1.5 แสนขายดีสุด

นายสุรเชษฐกล่าวต่อว่า โฟกัสราคาขายห้องชุดไม่เกิน 1.5 แสนบาท/ตารางเมตรมี 5 ทำเลที่มีการเปิดตัวมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ “จรัญสนิทวงศ์-เพชรเกษม-พหลโยธิน-รามคำแหง-ลาดพร้าว”

รายละเอียด 1.ถนนเพชรเกษมมีจำนวน 6,450 ยูนิต ในจำนวนนี้มีเพียงไม่กี่โครงการที่เปิดขายในระดับราคาสูงกว่า 1 แสนบาท/ตารางเมตร มีอัตราการขาย 76% 2.ถนนจรัญฯมี 7,300 ยูนิต มีบางโครงการราคาเริ่มขยับสูงกว่า 1 แสนบาท/ตารางเมตร มีอัตราการขาย 75%

3.ถนนพหลโยธิน ตั้งแต่สี่แยกรัชโยธินขึ้นไปตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวตอนเหนือมี 9,280 ยูนิต มีอัตราการขาย 82% ส่วนใหญ่ทำเลตั้งอยู่ในพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าเสนานิคมเป็นต้นไปถึงสถานีคูคต

4.ถนนรามคำแหง แนวรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก เปิดขายรวม 12,685 ยูนิต ก่อนหน้านี้สถานีรามคำแหง 12 มีการลงทุนพัฒนาโครงการจำนวนมาก จากนั้นในปี 2561 ทำเลการแข่งขันขยับมาอยู่รอบสถานีรถไฟฟ้าหัวหมาก มีห้องชุดเปิดตัวใหม่ถึง 4,795 ยูนิต แนวโน้มพื้นที่ 2 สถานี “ลำสาลี-มีนบุรี” เริ่มเห็นการแข่งขันเปิดขายโครงการใหม่มากขึ้น

5.ถนนลาดพร้าว แนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง พบว่ามีข้อจำกัดด้านผังเมืองทำให้การพัฒนาคอนโดฯไม่คึกคักเท่าที่ควร ประกอบกับแนวถนนลาดพร้าวมีอาคารพาณิชย์กระจุกตัวหนาแน่น โดยคอนโดฯริมถนนเป็นโครงการที่พัฒนาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนคอนโดฯเกิดใหม่ต้องหลบทำเลเข้าไปอยู่ในซอย

ที่ดินดิบกระฉูดวาละ 2-5 แสน

“คอนโดฯในอนาคตอาจจะหาโครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 1 แสน/ตารางเมตรไม่ได้แล้วในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า เพราะเมื่อรถไฟฟ้าทั้งหมดสร้างเสร็จและเปิดให้บริการ มีการเดินทางเชื่อมต่อถึงกันหมด จะมีผลทำให้ราคาที่ดินสูงเกินกว่าจะพัฒนาราคาต่ำกว่านี้ได้อีกแล้ว”

โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาโครงการคือราคาที่ดิน ปกติต้นทุนที่ดินมีสัดส่วน 20-30% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งต้นทุนราคาที่ดินสูงกว่า 1 แสนบาท/ตารางวา รูปแบบการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรม เช่น อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรมหรือคอนโดฯเท่านั้นจึงจะสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ

ถ้าหากราคาที่ดินตั้งแต่ 2-3 แสนบาท/ตารางวาขึ้นไป มีเพียงการพัฒนาคอนโดฯเท่านั้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับเจ้าของที่ดินหรือผู้ที่ซื้อที่ดินไปพัฒนา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากผู้ประกอบการต้องการรักษาสถานะการแข่งขันและจำเป็นต้องขายในราคาไม่เกิน 1.5 แสนบาท/ตารางเมตร จำเป็นต้องซื้อที่ดินในทำเลที่ไกลออกไปจากเมืองชั้นใน หรืออยู่นอกพื้นที่ที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินปัจจุบันเปิดให้บริการ

ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ พบว่าผู้ประกอบการส่วนมากเลือกซื้อราคาไม่เกิน 5 แสนบาท/ตารางวา แต่ก็ขึ้นอยู่กับ FAR (อัตราส่วนอาคารต่อขนาดที่ดิน) ด้วย ถ้าราคาที่ดินสูงกว่า 5 แสนบาท/ตารางวา แต่ได้ FAR มากกว่า 1 : 7 ขึ้นไปก็ยังสามารถตั้งราคาขายต่ำกว่า 1.5 แสนบาท/ตารางเมตรได้

“แต่ในทางปฏิบัติ ที่ดินแปลงไหนที่มี FAR สูงกว่า 1 : 7 ผู้ประกอบการมักเลือกพัฒนาห้องชุดที่มีราคาขายสูงกว่า 1.5 แสน”



เอกชนเมินห้องชุดต่ำ 5 หมื่น

นายสุรเชษฐตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ผลกระทบจากภาวะราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ราคาขายคอนโดฯที่เปิดขายในช่วงตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา กลุ่มราคาขายเฉลี่ยต่ำกว่า 5 หมื่นบาท/ตารางเมตรมีสัดส่วนลดลงเป็นลำดับ จากสถิติในปี 2553 มีห้องชุดต่ำกว่า 5 หมื่น/ตารางเมตรเปิดขายใหม่เกิน 25,000 ยูนิต ปี 2558 ลดเหลือไม่ถึง 5,000 ยูนิตไฮไลต์อยู่ที่ปี 2560 เขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลไม่พบมีโครงการเอกชนที่เปิดขายห้องชุดโครงการใหม่แล้วมีราคาขายต่ำกว่า 5 หมื่น/ตารางเมตร, ปี 2561 มีจำนวนเล็กน้อย 1,000-2,000 ยูนิต ในขณะที่ครึ่งปีแรก 2562 ไม่มีการเปิดขายราคาต่ำกว่า 5 หมื่น/ตารางเมตรเช่นเดียวกับในปี 2560

“แนวโน้มของโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคา 5 หมื่นบาท/ตารางเมตรลงมามีทิศทางที่ลดลงต่อเนื่อง และพื้นที่กรุงเทพฯคงหาโครงการคอนโดฯในระดับราคานี้อีกไม่ได้แล้วในอนาคต รวมถึงกลุ่มราคา 5 หมื่น-1 แสนบาท/ตารางเมตรคาดว่าสัดส่วนก็จะลดลงเช่นกัน”

อนึ่ง คอนโดฯสร้างเสร็จและจดทะเบียนอาคารชุดในกรุงเทพฯมีทั้งหมด 603,200 ยูนิต ในจำนวนนี้สร้างเสร็จในช่วงปี 2551 เป็นต้นมาสัดส่วนถึง 65% จำนวน 390,180 ยูนิต แสดงให้เห็นว่าตลาดห้องชุดในกรุงเทพฯขยายตัวมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตามการขยายตัวของเส้นทางรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดปริมณฑล

Apichaya Boongrapue

(20 ก.ค. 2562-13:17:13)

ความเห็นที่ 1

ขอบคุณสำหรับข้อมูล

suwanna janmano

(20 ก.ค. 2562-17:06:17)

ความเห็นที่ 2

รับทราบครับ​

Panya Likhitsirisap

(21 ก.ค. 2562-08:08:21)

ความเห็นที่ 3

รับทราบครับ​

Prakarn Lunjanasatienchai

(22 ก.ค. 2562-13:22:19)

ความเห็นที่ 4

รับทราบครับ​

Panya Likhitsirisap

(23 ก.ค. 2562-17:45:58)

ความเห็นที่ 5

รับทราบครับ​

Sasiwimol Lam

(23 ก.ค. 2562-18:18:21)

ความเห็นที่ 6

รับทราบครับ

Sasiwimol Lam

(25 ก.ค. 2562-20:29:58)

ความเห็นที่ 7

รับทราบครับ

Sasiwimol Lam

(03 ส.ค. 2562-23:51:58)